‘อาร์เซนอล’ คว้าแชมป์ ‘เอฟเอ คัพ’ สมัยที่ 14 ได้สำเร็จ พร้อมตั๋วไปเล่น ‘ ยูโรปา ลีก’ สมใจหวัง

เมื่อคืนที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นนัดชิงชนะเลิศ ในศึกเอฟเอ คัพ ฤดูกาล 2019-20 ที่สนามเวมบลีย์ ทีมปืนใหญ่ อาร์เซนอล ได้เอาชนะ ทัพสิงโตน้ำเงินคราม เชลซี ได้สำเร็จ นับเป็นแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 14 ของ เดอะกันเนอร์ ทั้งนี้ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้มาแค่ถ้วยแชมป์ เอฟเอ คัพ เพียงเท่านั้น แต่พวกเขายังสิทธิไปเล่นรายการ ยูโรปา ลีก อีกด้วย

 

โดยเกมนี้ มิเกล อาร์เตตา กุนซืออาร์เซนอล ส่งผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดลงสนาม นำมาโดย นิโคลัส เปเป, อเล็กซ็องเดร ลากาแซตต์ และ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง ขณะที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของเชลซี ไม่เสี่ยงส่ง เอ็นโกโล ก็องเต ลงเป็นตัวจริง แม้กลับมาฟิตสมบูรณ์แล้วก็ตาม ส่วนแนวรุกมี คริสเตียน พูลิซิช, เมสัน เมาท์ และ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ เป็นทีเด็ด

 

เปิดฉากครึ่งแรกมาแค่ 5 นาที เชลซี ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ คริสเตียน พูลิซิช กระชากบอลขึ้นมาก่อนจ่ายทะลุเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายให้ เมสัน เมาท์ เปิดเข้ากลาง โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ตอกส้นกลับมาให้ พูลิซิช ที่เติมขึ้นมาลากไปยิงตุงตาข่าย

 

จากนั้นนาทีที่ 28 อาร์เซนอล ได้จุดโทษ เมื่อ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง โดน เซซาร์ อัซปิลิกูเอตา ทำฟาวล์ โดยวีเออาร์เช็กและยืนยันเป็นจุดโทษ ก่อนที่ โอบาเมยอง จะรับหน้าที่สังหารไม่พลาด พาปืนใหญ่ตีเสมอเป็น 1-1

 

 

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 49 เชลซีได้รับข่าวร้าย เมื่อ คริสเตียน พูลิซิช แนวรุกคนสำคัญมีอาการบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว ต้องส่ง เปโดร โรดริเกซ ลงมาแทน

 

จากนั้นนาทีที่ 68 อาร์เซนอล ได้ประตูแซงนำ 2-1 จากจังหวะที่ นิโคลัส เปเป จ่ายบอลเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายให้ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง แตะบอลหลบ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ แล้วยิงเข้าไปอย่างเหนือชั้น

 

ถึงนาทีที่ 73 สถานกาณณ์ของ เชลซี แย่ลงไปอีกเมื่อ มัตเตโอ โควาซิช ที่มีใบเหลืองติดตัวมาก่อนหน้านี้ ไปทำฟาวล์หนักใส่ กรานิต ชากา ผู้ตัดสินไม่รอช้าควักใบเหลืองที่สองเป็นใบแดงไล่ออกจากสนามทันที

 

ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ จบเกม อาร์เซนอล ชนะ เชลซี 2-1 คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองเป็นสมัยที่ 14